
กลุ่มผู้ประกอบการไทยกำลังประสบวิกฤตหนักจาก "สถานการณ์สงครามอิหร่าน" ในพื้นที่ตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบทางด้านราคาขนส่งและการนำเข้าบรรจุภัณฑ์
ฐานเศรษฐกิจ สอบถามผู้ประกอบการในงานแสดงสินค้า THAIFEX – HOREC ASIA ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมเกือบ 700 บริษัท จาก 35 ประเทศ
พบผู้ประกอบการไทยที่ทำการค้าขายกับประเทศตะวันออกกลางมีความต้องการให้รัฐบาลไทยเร่งหาวิธีในการช่วยเหลือผู้ประกอบการโดยด่วน เนื่องจากประสบปัญหาอย่างมาก
นางสาวอรุณี ชิณวงศ์ Sale Support and Product Development Manager จาก บริษัท บลู ริเวอร์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งประกอบกิจการโรงงานผลิตอาหารและถนอมอาหาร เปิดเผยกับฐานเศรษฐกิจว่า ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในพื้นที่ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ยอดการสั่งซื้อ(ออเดอร์)จากประเทศแถบตะวันออกกลางต้องหยุดชะงักลงอย่างไม่มีกำหนด
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญกับปัญหาค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยังคงตึงเครียดและยืดเยื้อต่อไป ทางบริษัทต้องเร่งหาวิธีในการหาทางออกของปัญหาเศรษฐกิจในครั้งนี้"อยากให้รัฐบาลไทยเข้ามาช่วยควบคุมเรื่องของค่าขนส่งให้คงที่ เพื่อไม่ให้กระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในภาพรวมไปมากกว่านี้"
นอกจากปัญหาด้านการสั่งซื้อสินค้าแล้ว ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับภาระ ค่าระวางเรือ ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงภาวะ เงินบาทแข็งค่า ซึ่งทำให้รายได้จากการส่งออกลดน้อยลงไปอีก
จากวิกฤตที่เกิดขึ้น บริษัทจึงต้องปรับกลยุทธ์เร่งหาฐานลูกค้าใหม่ในแถบ ภูมิภาคเอเชียเพิ่มเติม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากภาวะสงครามตะวันออกกลางที่อาจลากยาวและทำให้ยอดสั่งซื้อขาดช่วงนานกว่าที่คาดการณ์ไว้
"อยากให้รัฐบาลไทยเข้ามาช่วยควบคุมดูแลราคาค่าขนส่งและค่าระวางเรือให้มีความเสถียรเพื่อประคองต้นทุนการผลิต พร้อมทั้งช่วยสนับสนุนในการเปิดช่องทางการค้าและหาตลาดใหม่ๆ ในพื้นที่ที่ปลอดภัยจากผลกระทบของสงครามเพื่อทดแทนยอดการสั่งสินค้าที่ขาดหายไป นอกจากนี้ อยากให้ภาครัฐมีมาตรการบริหารจัดการค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าจนเกินไป เนื่องจากส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและรายได้จากการส่งออกที่ลดลง"
นางวิชาดา เดอ สมิท ตำแหน่ง Managing Director บริษัท ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประกอบกิจการผลิต พริกซอส น้ำจิ้ม เครื่องปรุงรสต่างๆ ส่งออกไปยังต่างประเทศทั่วโลก เปิดเผยว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการส่งออกสินค้ากลุ่ม ซอสพริก เครื่องปรุงรส และสินค้าในกลุ่ม ODM ไปยังตลาดหลักอย่าง ซาอุดีอาระเบีย และดูไบ
"โดยขณะนี้พบว่าลูกค้าเริ่มมีการชะลอตัวและหยุดชะงักการสั่งซื้อสินค้าอย่างเห็นได้ชัด"
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางอ้อมที่รุนแรง ทั้งเรื่องการปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินเรือที่ส่งผลให้ ค่าระวางเรือพุ่งสูงขึ้น รวมถึงวิกฤตต้นทุนบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะ เม็ดพลาสติก ที่มีราคาสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก ซึ่งทางบริษัทพยายามอย่างเต็มที่ในการทำความเข้าใจปัญหาและ ตรึงราคาสินค้า ให้อยู่ในระดับที่ลูกค้าสามารถรับได้เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจไว้
"จากวิกฤตที่เกิดขึ้น จึงอยากให้รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือมาตรการด้านเงินทุน ด้วยการสนับสนุนวงเงินกู้ชั่วคราวเพื่อเสริมสภาพคล่องให้บริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนบรรจุภัณฑ์และราคาเม็ดพลาสติกที่พุ่งสูงขึ้นได้ พร้อมทั้งพิจารณาแนวทางการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหารอบด้าน"
นางสาวเนตรชนก แก้วทอง ตำแหน่ง Sales Representatives บริษัท ตะวันพืชผล จำกัด ที่จำหน่ายสินค้า กลุ่มผักแปรรูป กลุ่มหอมแดง-กระเทียม กลุ่มอาหารแห้ง ธัญพืช และเครื่องเทศ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับผลกระทบด้านการนำเข้าบรรจุภัณฑ์จากอิหร่าน และ ถั่วบางชนิดจากประเทศแถบตะวันออกกลาง เกิดความล่าช้า อาจจะถึงขั้นหยุดชะงักการนำเข้า
"ทั้งหมดนี้ทำให้ต้นทุนการผลิตขยับสูงขึ้นรอบด้าน ทางบริษัทก็พยายามจัดการอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้ต้องไปขึ้นราคากับลูกค้า และยังสามารถผลิตสินค้าส่งมอบได้ตามกำหนดท่ามกลางปัญหาที่รุมเร้า"นอกจากปัญหายอดขายที่หายไป ผู้ประกอบการยังต้องแบกรับ ปัญหาที่ควบคุมได้ยาก ทั้งค่าระวางเรือที่พุ่งสูงจากการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ ราคาวัตถุดิบนำเข้าและเม็ดพลาสติกที่แพงขึ้น ตลอดจนปัญหาเงินบาทแข็งค่า แม้แต่ละบริษัทจะพยายามปรับตัวด้วยการหาตลาดใหม่ในแถบเอเชียและพยายามตรึงราคาขายไว้ให้ได้นานที่สุด แต่หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลายลงในเร็ววัน ขีดความสามารถในการแบกรับภาระเหล่านี้อาจถึงขีดจำกัด
เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการทุกภาคส่วนจึงมุ่งเป้าไปที่การขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย เพื่อช่วยพยุงให้ธุรกิจส่งออกของไทยสามารถประคองตัวและผ่านพ้นวิกฤตซ้อนวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง